กฎหมายควบคุมและป้องกันมลภาวะทางเสียง
มลภาวะของเสียง ต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต
หูเสื่อม
หูเสื่อม
Posted by BangkokHospital , 08:25:12 น. หมวด : สุขภาพความงาม http://www.oknation.net/blog/bangkokhospital/2009/06/24/entry-1/comment
หูเสื่อม ผลการสุ่มตรวจการได้ยินของนักเรียนวัยรุ่นในเขตกรุงเทพมหานครจำนวนประมาณ 400 คน ของกรมควบคุมมลพิษ พบว่าร้อยละ 25 มีความผิดปกติในการรับฟังเสียง เพราะปัจจุบันเด็กวัยรุ่นนิยมฟังเพลงโดยใช้หูฟังจากเครื่องเล่นเอ็มพี 3 หรือไอพอด รวมไปถึงการใช้หูฟังของเครื่องโทรศัพท์มือถือทั้งระบบธรรมดา และบลูทูธ ซึ่งการใช้หูฟังประเภทนี้ นอกจากจะส่งผลต่อภาวะการได้ยินแล้ว สมองมีโอกาสที่จะได้รับรังสีคลื่นวิทยุด้วย เพราะโดยปกติหูคนเราสามารถรับเสียงได้ประมาณ 80 เดซิเบลเท่านั้น การได้รับเสียงถึงระดับ 105 เดซิเบล โดยทฤษฎีแล้ว สามารถที่จะทำลายประสาทการรับเสียง หรืออาจจะกระทบแก้วหู จนทำให้เกิดปัญหาในระยะยาวได้

อาการ
โดยอาการเริ่มต้นของผู้ที่ประสาทหูผิดปกติ มีหลายอาการแต่ที่พบมาก คือ การได้ยินเสียงวิ้งๆ ในหู ทั้งที่ไม่ได้เปิดเพลง หรือถอดหูฟังออกแล้ว เพราะปลายประสาทเกิดการกระทบกระเทือนจากเสียงที่มากระตุ้น และยังอาจเกิดอาการทรงตัวผิดปกติ เช่น ตื่นนอนแล้วมีอาการมึนงง ทรงตัวไม่ได้ ฯลฯ ถ้าเริ่มมีอาการเหล่านี้ติดต่อกัน 2-3 วันไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ ทั้งนี้ การฟังเพลงหรือคุยโทรศัพท์ผ่านหูฟังเหล่านี้มากที่สุดไม่ควรฟังติดต่อกันนานเกิน 2 ชั่วโมง
หูเสื่อม
ประสาทหูเสื่อมหรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “หูเสื่อม” เป็นภาวะที่ได้ยินเสียงลดลง หรือไม่ได้ยินเลย เกิดจากการรับเสียงดังเกินไปและนานเกินไป แต่ปัญหาหูเสื่อมไม่จำเป็นต้องมาจากเสียงรบกวนเสมอไป อาจเกิดขึ้นจากเสียงที่พึงปรารถนาด้วยพฤติกรรมต่างๆ เช่น ติดนิสัยฟัง MP3 ตลอดเวลาโดยเปิดในระดับดังมากๆ การเที่ยวกลางคืนบ่อยๆ ทำให้เซลล์รับเสียงคลื่นในความถี่ 2,000-6,000 เฮิร์ตท์ (Hz) ถูกกระทบกระเทือนจนทำงานไม่ได้ ผู้ป่วยจึงไม่ได้ยินเสียงพูดคุยระดับปกติ และต้องฟังเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ
เครื่องเล่น MP3
เมื่อฟังเพลงจากเครื่องเล่น MP3 อาจรู้สึกว่าเสียงไม่ดังเท่าไหร่ แต่ถ้าวัดอย่างจริงจังจะพบว่าบางคนฟังเพลงดังมากกว่า 100 เดซิเบล ทำให้หูเสื่อมเช่นเดียวกับการได้ยินเสียงดังรูปแบบอื่นๆ วิธีสังเกตว่าเครื่องเล่นเพลง MP3 ดังเกินไปหรือไม่ อาจพิจารณาได้จาก
- เซ็ตความดังเสียงเครื่องเล่นไว้เกินกว่า 60% ของระดับเสียงสูงสุดหรือไม่
- เมื่อฟังเพลงจากเครื่องเล่น MP3 ยังสามารถได้ยินเสียงจากสิ่งรอบตัวหรือไม่
- คนอื่นๆ ได้ยินเสียงจากเครื่องเล่น MP3 ของคุณหรือไม่
- เมื่อฟังเครื่องเล่น MP3 คุณต้องตะโกนคุยกับคนอื่นหรือไม่
- หลังจากฟังเครื่องเล่น MP3 คุณมีอาการหูอื้อหรือไม่
ปัญหาที่มากับเสียงดัง
- สูญเสียการได้ยิน หูอื้อ หูหนวก หรือหูอึง
- ความดันโลหิตสูง ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว มือเท้าเย็น ระบบไหลเวียนโลหิตบกพร่อง
- รบกวนการทำงาน การพักผ่อน ทำให้เกิดความเครียด หรือการตื่นตระหนก และอาจพัฒนาไปสู่อาการซึมเศร้า และโรคจิตประสาท
- ทำให้ขาดสมาธิ ประสิทธิภาพการคิดค้น การวิเคราะห์ข้อมูล การเรียนรู้และการรับฟังข้อมูลลดลง
- ลดประสิทธิภาพของการทำงาน รบกวนระบบ และความต่อเนื่องของการทำงาน ทำให้ทำงานล่าช้า คุณภาพ และปริมาณงานลดลง
- ขัดขวางการได้ยิน ทำให้การสื่อสารบกพร่อง ต้องตะโกนคุยกัน ได้ยินเพี้ยน
- ในเด็กเล็กทำให้พัฒนาการด้านการฟัง การพูด และการออกเสียงเพี้ยนไป
- กระตุ้นพฤติกรรมก้าวร้าว เสียงดังจะเร้าอารมณ์ให้สร้างความรุนแรง และอาจถึงขั้นสูญเสียการควบคุมตนเองจนทำร้ายผู้อื่นได้ แม้ได้ยินเสียงดังเพียงเล็กน้อย

โรคประสาทหูเสื่อมจากการประกอบอาชีพ
- เป็นภาวะการเสื่อมของประสาทหู เนื่องจากสัมผัสกับเสียงดังที่เกิดจากการทำงานอาชีพกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ บุคคลที่ต้องทำงานอยู่กับเสียงดัง ลูกจ้างของโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ โรงทอ โรงงานถลุงเหล็ก โรงเลื่อย หรือสัมผัสกับเสียงดังนอกโรงงาน ได้แก่ คนขับรถตุ๊กตุ๊ก รถอีแต๋น ตำรวจจราจร บุคคลที่อาศัยอยู่ในชุมชนที่มีปัญหาการจราจร เป็นต้น
- องค์ประกอบที่ทำให้ประสาทหูเสื่อมเนื่องจากเสียง ได้แก่ ความเข้มของเสียง เสียงดังมากจะยิ่งทำลายประสาทหูมาก ความถี่ของเสียง เสียงที่มีความถี่สูงหรือแหลมจะทำลายประสาทหูมากกล่าเสียงที่มีความถี่ต่ำ ระยะเวลาที่ได้ยินเสียง ยิ่งสัมผัสกับเสียงเป็นเวลานาน ประสาทหูจะยิ่งเสื่อมมาก ลักษณะของเสียงที่มากระทบ เสียงกระแทกไม่เป็นจังหวะ จะทำลายประสาทหูมากกว่าเสียงที่ดังติดต่อกันไปเรื่องๆ ความไวต่อการเสื่อมของหู เป็นลักษณะเฉพาะตัวของแต่ละคน ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง จะเกิดประสาทหูเสื่อมได้ง่ายกว่าคนปกติ
- การสูญเสียการได้ยิน แบ่งเป็น 2 ลักษณะ การสูญเสียการได้ยินอย่างเฉียบพลัน เมื่อได้ยินเสียงระเบิด เสียงปืน เป็นต้น และการสูญเสียการได้ยินแบบค่อยเป็นค่อยไป เกิดขึ้นในผู้ที่ทำงานอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานานๆ เช่น โรงทอ โรงกลึง เป็นต้น
- เกณฑ์การวินิจฉัยโรค ประวัติทำงานในที่ที่มีเสียงดังติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือได้ยินเสียงดังมากทันที ผลการทำสอบสมรรถภาพการได้ยินมีกราฟเป็นรูปตัววีที่ความถี่ 4,000 เฮิร์ต และระดับการได้ยินเกิน 25 เดซิเบล
ระดับการได้ยิน
- หูปกติ น้อยกว่า 25 เดซิเบล
- หูตึงเล็กน้อย 25-40 เดซิเบล
- หูตึงปานกลาง 41-55 เดซิเบล
- หูตึงมาก 56-70 เดซิเบล
- หูตึงรุนแรง 71-90 เดซิเบล

การป้องกัน
- การแก้ไขเพื่อลดระดับเสียง เช่น ลดระยะเวลาการทำงาน ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
- การป้องกันทางสิ่งแวดล้อม เช่น กำหนดจุดอันตราย ถ้ามีเสียงดังเกิน 155 เดซิเบล ตรวจวัดเสียงบริเวณที่เป็นจุดกำเนิดเสียง หรือบริเวณที่ลูกจ้างทำงาน
- การป้องกันที่ตัวบุคคล โดยให้ความรู้ และให้ใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล เช่น ปลั๊กอุดหู ที่ครอบหู
- การตรวจการได้ยิน โดยตรวจก่อนเข้าทำงาน และตรวจระหว่างทำงาน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลง
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ
วันนี้เป็นวันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้บริการมาครบ 3 ปี
สวัสดีค่ะทุกคน
ขออนุญาตใช้พื้นที่ พูดคุยและเตือนความจำ กันหน่อยนะค่ะ
วันนี้เป็นวันที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเปิดให้บริการมาครบ 3 ปี พอดีค่ะ มีเรื่องหนึ่งที่อยากเตือนความจำค่ะ
เพราะว่ายังมีคนที่เดือดร้อนเพราะเรื่องเสียงดังเป็นพิษอีกมากมาย และไม่มีทีท่าว่าจะได้รับความช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายให้บรรเทาไปบ้าง
จนถึงวันนี้ปัญหาเรื่องมลภาวะทางเสียงจากอากาศยาน ยังคงอยู่ ไม่ไปไหน มีแต่เสียงดังเท่าเดิมหรือมากกว่าเดิม และคงไม่เบาลงกว่าเดิมแน่นอน
เพราะว่า ตราบใดที่เรายังมีการให้บริการขนส่งทางอากาศอยู่ ที่กล่าวเช่นนี้ มิใช่ว่าจะอยากให้มีการปิดสนามบินหรือลดจำนวนเที่ยวหรอกนะค่ะ
เพราะว่าลงทุนสร้างสนามบินใหญ่ๆ ไปแล้วจะต้องอยากได้กำไรสูงสุดใช้ทรัพยากรทุกอย่างอย่างคุ้มค่า มิฉะนั้นจะกลายเป็นเสียเงินซื้อของดีมาวางไว้เฉยๆ
แต่ที่เขียนมาเตือนความจำกันก็ด้วยต้องการให้มีการจัดการปัญหาและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรมกันทั้งสองฝ่าย เพราะว่าปัญหานี้จะไม่หายไปไหนและอยู่กันไปตลอดนั้นแหล่ะค่ะ แล้วยิ่งมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมากขึ้นเท่าใดปริมาณของเที่ยวบินก็จะยิ่งมากขึ้นนั้นหมายถึงขนาดและความรุนแรงของปัญหาเสียงดังเป็นพิษก็ึยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ถ้าปล่อยไว้ไม่แก้ไขจำนวนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนเที่ยวบิน และถ้าหากปล่อยไว้จนถึงจุดที่มีความรุนแรงมาก กดดันคนที่ไม่มีทางเลือกให้หลังชนฝา พิษภัยจากเสียงดังที่อาจทำให้คนแค่หูตึง ไม่ตายเหมือนขาดอากาศหายใจ แต่อาจมีคนตายเพราะว่าเสียงดังเป็นพิษชักจูงให้คนลุกขึ้นมาบันดาลโทสะได้ค่ะ ซึ่งเคยเกิดมาแล้วในหลายประเทศรวมทั้งประเทศเราด้วยเมื่อเร็วๆ นี้เองค่ะ
สถานการณ์ล่าสุดตอนนี้ ข้อพิพาทระหว่างสนามบินกับประชาชน เป็นคดีความอยู่ในทั้งศาลยุติธรรมและศาลปกครอง แต่ดูเหมือนว่า การฟ้องคดีจะไม่ได้ยกประเด็นพิพาทในคดีที่ตรงประเด็นกับสถานการณ์จริง จึงทำให้ยังไม่สามารถเรียกให้ฝ่ายที่ก่อเหตุลุกขึ้นมารับผิดชอบและเยียวยาความเสียหายอย่างเป็นธรรมได้ค่ะ ที่หนักไปกว่านั้นมีการฟ้องคดีแพ่งเกี่ยวกับเขตความปลอดภัยในการเดินอากาศในศาลแขวง ว่ามีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2516 นู้น เข้ามาอยู่อาศัยทั้งๆ ที่รู้ว่าจะสร้างสนามบิน แล้วจะอ้างไม่เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบที่เข้ามาอยู่เอง ทั้งที่เขตความปลอดภัยในการเดินอากาศ มีไว้กำหนดเขตที่จะต้องมีการควบคุมสิ่งก่อสร้างไม่ให้กีดขวางเส้นทางการบินเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องบินตก ไม่ได้บอกว่า ห้ามปลูกบ้าน ไม่ได้บอกด้วยว่ามาอยู่ตรงนี้แล้วจะเสียงดัง ไม่ได้บอกด้วยว่า จะมีเครื่องบินจัมโบ้บินผ่านนาทีละลำ ก็ไม่รู้ว่าจะเข้าข่ายการฟ้องคดีแบบที่ชาวบ้านบุกรุกป่าทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนดังนั้นต้องเรียกค่าเสียหายจากชาวบ้าน เพิ่งรู้ว่าเดี๋ยวนี้ประเทศนี้เค้ามีกฎหมายเอาไว้ทำร้ายชาวบ้านค่ะ แปลกดี
ความจริง คือ จนบัดนี้สนามบินเปิดให้บริการมาครบสามปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีเครื่องมือที่จะทำให้ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นพิพาทกัน คือ เสียงดังเป็นพิษเกิดจากเครื่องบิน ทำให้คนรำคาญถึงขั้นที่ไม่สามารถมีชีวิตอย่างปกติสขได้หรือไม่ จึงทำให้การพิพาทในคดีหาข้อยุติอย่างเป็นธรรมไม่ได้ ไม่มีเครื่องมือที่จะเก็บรวบรวมพยานหลักฐานที่สามารถพิสูจน์และรับฟังได้ในฐานะพยานหลักฐานเมื่อมีกรณีพิพาทเกิดขึ้นในศาลได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือทางกฎหมาย ที่ไม่มีการออกกฎหมายลำดับรองใดๆ มารองรับวิธีการประเมินผลกระทบด้านเสียงจากอากาศยานในกรณีเช่นนี้ ที่ตามหลักของอนุสัญญาชิคาโก ค.ศ.1944 ได้ออกเป็นภาคผนวกแนบท้ายอนุสัญญา คือ ภาคผนวกที่ 16 เล่มที่ 1 เรื่อง เสียงจากอากาศยาน แม้ว่าจะมีกฎหมายแม่บทของไทยที่สามารถดำเนินการในเรื่องนี้ได้ถึงสองฉบับด้วยกัน คือ พระราชบัญญัติการเดินอากาศ พ.ศ. 2497 (อาจถูกอ้างได้ว่า ออกข้อบังคับการบินพลเรือนที่ 78 ปี 2551 มาแล้ว แต่จะมีประโยชน์อันใดในเมื่อมันถูกทำให้เกิดผลในการบังคับได้จริง) และพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 กำหนดวิธีการประเมินเป็นคู่มือแนะนำตามมาตรา 32
และเครื่องมือทางด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ได้แก่ เครื่องมือตรวจวัดระดับเสียงแบบที่เรียกว่า สถานีติดตามตรวจสอบคุณภาพเสียงจากอากาศยานแบบอัตโนมัติ (Noise Monitoring Station) ที่จะต้องนำมาติดตั้งอยู่ใต้แนวเส้นทางการบินหลักของสนามบินสุวรรณภูมิ เพื่อเป็นการติดตามตรวจสอบ ตรวจจับ แสดงหลักฐานข้อเท็จจริงของเสียงดังว่ามาจากเครื่องบินลำใด เพื่อหาผู้ที่รับผิดชอบ ใช้ข้อมูลรายปีจากสถานีเหล่านี้ในการทบทวนและประเมินเพื่อจ้ดทำ “แผนที่เส้นเท่าระดับเสียง (Noise Contour Map)” ที่ประชาชนใกล้ๆ สนามบินได้รับเสียง (Noise Exposure Map) โดยมีค่าระดับเสียงที่สามารถแสดงการรบกวนของคนได้ เช่น ค่าระดับเสียงกลางวัน-กลางคืน (Sound Exposure Level) หรือ Noise Exposure Forecast ที่มาจากการ validate ด้วยข้อมูลตรวจวัดเสียงและเที่ยวบินจริงในแต่ละปี แล้วใช้แผนที่ดังกล่าวในการประเมินจ่ายค่าชดเชยกรณีเวนคืนหรือซื้อคืนที่ดินของเอกชนที่ได้รับผลกระทบ ใช้ในการประเมินว่าจะต้องติดตั้งวัสดุดูดซับเสียงหรือเปลี่ยนวิธีการก่อสร้างอาคารต่างๆ อย่างไรให้ป้องกันเสียงดังจากเครื่องบิน และใช้ในการกำหนดรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เหมาะสม โดยเฉพาะสนามบินสุวรรณภูมิเองมีปัญหาที่พิเศษยิ่งกว่าสนามบินอื่น ตรงที่พื้นที่ตั้งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำ (wetland) การวางผังเมืองโดยรอบและมาตรการทางกฎหมายผังเมืองมีความสำคัญอย่างยิ่งและข้อมูลเสียงจากแผนที่ดังกล่าวจะเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้เรารู้ตื่นในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง
งานใหญ่ขนาดนี้ คงต้องฝากไปถึงคุณอภิสิทธิ์ ว่า ถ้าอยากให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการคมนาคมทางอากาศของภูมิภาคจริงๆ จะต้องให้ความใส่ใจปัญหานี้อย่างจริงจัง เพราะว่า การคมนาคมทางอากาศเป็นกระดูกสันหลังของอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อีกมาก และปัญหานี้จะรุนแรงถึงขั้นที่ไม่สามารถขยายความสามารถในการรองรับผู้โดยสารและอากาศยาน หรือก่อสร้างได้แต่เปิดใช้ได้ไม่เต็มศักยภาพของสนามบินที่ออกแบบไว้ เท่ากับลงทุนแล้วมีข้อจำกัดที่ทำให้ขาดทุนตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ไม่รู้ว่าจะเข้าทำนองค่าโง่ทางด่วนหรือค่าโง่อีกหลายอย่างแบบที่เคยเกิดขึ้นในอดีตอีกหรือเปล่า และถ้าหากปล่อยไว้ปัญหาจะยิ่งทับถมและแก้ไขไม่ได้ในที่สุดค่ะ และคงต้องเตรียมรับมือกับการประท้วงต่อต้าน ต้องเหนื่อยไปกับการเล่นเกมส์กับฝูงชนมากกว่าการแก้ไขปัญหา นั้นเป็นหนทางที่เดินไปสู่หายนะค่ะ ไม่เป็นผลดีกับประเทศเราโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เรากำลังลำบากกับปัญหาเศรษฐกิจ
สำหรับการแก้ไขปัญหานี้ขอเรียกร้องให้ฟังคนได้รับผลกระทบอย่างตั้งใจให้เห็นว่า ใครบ้างที่ได้รับผลกระทบ ใครบ้างที่แค่เห็นแก่ตัวแล้วจะมาเรียกร้องให้รัฐจ่ายมากๆ หรือใครบ้างที่เป็นเครื่องมือหรือเหยื่อของเจ้าของสนามบินที่แก้ปัญหาแบบไม่จริงใจ ไม่ควรเชื่อข้อมูลฝ่ายเดียวของเจ้าของสนามบิน และหน่วยของรัฐเท่านั้น ควรตรวจสอบข้อเท็จจริงให้แน่ชัดค่ะ
ด้วยหวังจะให้ประเทศมีความเจริญก้าวหน้าค่ะ
กุ๊กไก่ (Krittika Lertsawat) ผู้ที่รักความสงบเงียบแต่ไม่ซีโร่เดซิเบลนะค่ะ
ชี้โรงเรียนไทยรับเสียงรบกวนเกินมาตรฐาน หวั่นเป็นเหตุให้การศึกษาไทยตกต่ำ
ชี้โรงเรียนไทยรับเสียงรบกวนเกินมาตรฐาน หวั่นเป็นเหตุให้การศึกษาไทยตกต่ำ
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 30 สิงหาคม 2552 14:18 น. http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000098729

นายธนาวุธ โนราช นักวิชาการสิ่งแวดล้อม
มลพิษทางเสียงจากการจราจร ภัยที่คุกคามชีวิตเยาวชนไทย และอาจทำให้มาตรฐานการศึกษาไทยต่ำลงโดยที่ไม่มีใครคาดคิด
นักวิชาการสิ่งแวดล้อมศึกษามลพิษทางเสียง พบโรงเรียนหลายแห่งในไทยมีระดับเสียงรบกวนมากเกินไป และมีเกณฑ์ระดับเสียงเกินมาตรฐาน ส่งผลต่อการรับรู้ของนักเรียนขณะเรียนหนังสือ หวั่นอาจเป็นเหตุให้มาตรฐานการศึกษาไทยตกต่ำได้ ชี้ควรรีบหาทางแก้ไข ปีหน้าเตรียมวิจัยต่อ หาวัสดุราคาถูกแต่ประสิทธิภาพสูงสำหรับสร้างกำแพงกั้นเสียงใช้ในไทย
“ความเงียบสงบเป็นพื้นฐานของสมาธิ” นายธนาวุธ โนราช นักวิชาการสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวในระหว่างการสัมมนาเรื่อง “มลพิษทางเสียง ภัยที่คุกคามชีวิตเยาวชน” ในงานการนำเสนอผลงานวิจัยแห่งชาติ 2552 ที่ศูนย์ประชุมบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันที่ 29 ส.ค. 52 ที่ผ่านมา พร้อมกับเปิดเผยถึงผลการวิจัยเรื่องผลกระทบของเสียงรบกวนจากการจราจรที่มีผลต่อการฟังต่อนักเรียนในโรงเรียน
นักวิจัยได้เก็บข้อมูลระดับเสียงด้วยเครื่องวัดเสียงชนิด Integrated Sound Level Meter บริเวณในและนอกโรงเรียน 3 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนวัดมูลจินดาราม จ.ปทุมธานี, โรงเรียนวัดเถรพลาย จ.สุพรรณบุรี และ โรงเรียนวัดบางลี่ จ.ราชบุรี โดยเก็บข้อมูลทุกวันตั้งแต่ช่วงเวลาประมาณ 09.00-15.00 น. ซึ่งเวลาดังกล่าวเป็นช่วงของการเรียนการสอน และโรงเรียนเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากเสียงรบกวนที่มาจากการจราบนบนทางต่างระดับ ทางราบ และรถไฟ ตามลำดับ
จากนั้นนำข้อมูลที่ได้ไปคำนวณวิเคราะห์ระดับเสียงรบกวนตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ฉบับที่ 29 พ.ศ. 2550 เรื่องค่าระดับเสียงรบกวน ซึ่งเสียงรบกวนที่เกิดจากการจราจรแล้วมีผลกระทบกับโรงเรียนจัดอยู่ในกรณีที่ 4 คือเสียงรบกวนเกิดขึ้นในพื้นที่ต้องการความสงบ ซึ่งพบว่าค่าระดับการรบกวนของโรงเรียนทั้ง 3 แห่ง ได้เกินกว่า 10 เดซิเบล และบางช่วงเวลามากกว่า 20 เดซิเบล โดยหากค่าระดับการรบกวนมากกว่า 10 เดซิเบล แสดงว่าเสียงที่เกิดขึ้นจากการจราจรส่งผลรบกวนต่อผู้ได้รับเสียง
นอกจากนั้นนักวิจัยยังได้ศึกษาต่อไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างเสียงรบกวนกับเปอร์เซ็นการรับรู้จากการฟัง ซึ่งจากข้อมูลที่เคยมีการศึกษาและรายงานไว้ระบุว่าเกณฑ์ระดับเสียง (Noise Criteria) ของห้องเรียนควรอยู่ระหว่าง 40-50 เดซิเบล แต่จากการเก็บข้อมูลเกณฑ์ระดับเสียงในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศรวม 20 แห่ง ที่ตั้งอยู่ติดถนน รวมทั้ง 3 โรงเรียนข้างต้น พบว่ามีเกณฑ์ระดับเสียงอยู่ระหว่าง 50-80 เดซิเบล ซึ่งเกินมาตรฐานไปมาก และรบกวนการเรียนการสอนในโรงเรียน
จากนั้นเก็บข้อมูลการรับรู้จากการฟังของนักเรียนในโรงเรียนทั้ง 20 แห่ง รวมมากกว่า 18,000 คน โดยให้ครูผู้สอนพูดคำศัพท์ออกไป 100 คำ แล้วประเมินว่านักเรียนแต่ละคนสามารถรับรู้สิ่งที่ครูพูดได้มากน้อยแค่ไหน และเมื่อวิเคราะห์ผลพบว่าเปอร์เซ็นการรับรู้ของเด็กยิ่งต่ำลงเมื่อระดับเสียงรบกวนภายในโรงเรียนมีมากขึ้น
ทั้งนี้ นายธนาวุธกล่าวว่าระดับของเสียงรบกวนเหล่านี้มีผลต่อการรับรู้ของเด็กในระหว่างเรียนหนังสือ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่มีส่วนทำให้มาตรฐานการศึกษาของไทยตกต่ำได้ เพราะโรงเรียนในประเทศไทยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ติดถนน และมีรั้วโรงเรียนแบบโปร่ง ผู้เกี่ยวข้องควรหาทางแก้ไขโดยด่วน โดยอาจทำได้ทั้งควบคุมที่แหล่งกำเนิดเสียงโดยตรง หรือควบคุมระหว่างทางเดินของเสียง โดยหาอะไรมากั้นกลางระหว่างแหล่งกำเนิดเสียงและผู้รับเสียง เช่น สร้างกำแพงกั้นเสียง
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้วัสดุสำหรับสร้างกำแพงกั้นเสียงก็ต้องพิจารณาให้เหมาะสม ซึ่งโดยประมาณแล้ววัสดุที่มีความหนาแน่นต่อพื้นที่ 19.35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร จะสามารถลดระดับเสียงที่ทะลุผ่านลงได้ 20 เดซิเบล ซึ่งก้อนอิฐทั่วไปมีคุณสมบัติเกินกว่านี้ จึงน่าจะสามารถนำมาสร้างกำแพงกั้นเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่ากำแพงกั้นเสียงโดยทั่วไปที่ลดเสียงลงได้เพียง 10 เดซิเบล ซึ่งนายธนาวุธ จะทำการวิจัยต่อไปว่าวัสดุชนิดใดที่มีในประเทศไทยมีศักยภาพนำมาใช้เป็นวัสดุสำหรับกำแพงกั้นเสียง เพื่อลดการนำเข้ากำแพงกั้นเสียงจากต่างประเทศ โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และจะเริ่มต้นศึกษาในต้นปีหน้า

ความงามของความเงียบ เขียนโดย วินทร์ เลียววาริณ
ความงามของความเงียบ
เขียนโดย วินทร์ เลียววาริณ วันพุธที่ 29 เมษายน 2009 เวลา 14:46

หากคุณเดินเท้าในเมืองหลวงของสยามประเทศ จากหัวถนนสีลมไปยังท้ายถนนในชั่วโมงเร่งด่วน คุณจะผ่านยามจำนวน 207 คน หนึ่งในสามของยามเหล่านี้ทำหน้าที่โบกรถเข้าออกอาคารสำนักงานต่างๆ ด้วยสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่านกหวีด ระดับเสียง 120 เดซิ เบลที่กรีดร้องในระยะใกล้หู สูงพอทำให้ใจคุณสั่น แก้วหูสะเทือนถึงขั้นอันตราย พลานุภาพไม่แพ้พลังเสียงดูหลำแห่งทะเลใต้อย่างแน่นอน!
มิน่าเล่าถนนสายนี้จึงมีโรงพยาบาลและคลินิกหู(คอจมูก) คั่นทุกๆ หลายช่วงตึก!
สีลม เป็นเพียงหนึ่งในถนนใหญ่หลายสิบสายที่พลุกพล่านด้วยคน รถ และยามซึ่งนิยมใช้นกหวีดมากกว่าสัญญาณมือ ที่แปลกก็คือไม่ค่อยมีใครคิดว่านี่เป็นเรื่องแปลก ไม่เห็นใครบ่นอะไร แต่ละคนก้มหน้าก้มตาเดินไป ยามก็ตั้งหน้าตั้งตาเป่านกหวีด คนขับรถก็กดแตรไป
ความจริงที่หลายคนอาจไม่รู้หรือรู้แต่ลืมไปแล้วก็คือ การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังเกิน 85 เดซิเบลนานๆ เป็นอันตรายต่อหูมนุษย์ และเสียงนกหวีดกับเสียงแตรรถนั้นเกินระดับ 85 เดซิเบลไม่น้อย
นี่คือรายการเดซิเบลของเสียงต่างๆ :
- เสียงคุยกันปกติ 50-60 เดซิเบล
- นาฬิกาปลุก 70-80 เดซิเบล
- เสียงตะโกน 90-100 เดซิเบล
- เสียงแตรรถยนต์ 110 เดซิเบล
- ฟ้าร้อง / ไนท์คลับ / ร็อค คอนเสิร์ต 120 เดซิเบล
- ลูกโป่งแตก 150 เดซิเบล
- ประทัด 120-140 เดซิเบล
- เครื่องบินขึ้นฟ้า 150-180 เดซิเบล
คุณไม่ควรอยู่ในสภาวะเสียงที่ดัง 80-90 เดซิเบลนานกว่าแปดชั่วโมงต่อวัน การฟังเสียงดัง 115 เดซิเบลนานเพียงสิบห้านาทีต่อวัน สามารถทำลายเยื่อแก้วหูได้ เกิน 110 เดซิเบลขึ้นไปเป็นอันตรายต่อหู เกิน 180 เดซิเบลคือหูพัง
จำไว้ง่ายๆ คือ ทุกๆ 5 เดซิเบลที่เพิ่มขึ้น ให้ลดเวลาที่อยู่กับเสียงนั้นลงครึ่งหนึ่ง
หากคุณชอบฟังเพลงดนตรีในผับที่ระดับเสียง 100 เดซิเบล ก็ไม่ควรขลุกอยู่ในนั้นเกินสิบห้านาที มิเช่นนั้นวันหนึ่งคุณอาจตื่นขึ้นมาพบว่าโลกใบนี้เงียบผิดปกติ
วิถี ชีวิตของเราเกี่ยวข้องกับเสียงดังจนมันกลายเป็นเรื่องปกติ นอกจากเสียงจอแจของจราจร เมื่อเข้าสำนักงานก็ได้ยินเสียงด่าของเจ้านาย (มักได้ยินชัดเจนจากทุกมุมสำนักงาน) เสียงเพลงในที่ทำงาน (คนไทยเรามักใจดีอยากให้เพื่อนทุกคนในสำนักงานได้ยินเพลงที่เราชอบด้วย) ฯลฯ
ทุกวันคนขายผักผลไม้แถวบ้านผมขับ ‘ยานเวลา’ มาขายไข่ไก่ ผักกาดขาว ส้ม ทุเรียน ลำไย เงาะ ถึงหน้าบ้าน
ยานเวลา นี้ย่อมาจากคำว่า ‘หย่อนยานเรื่องเวลา’ นั่น คือใช้เครื่องขยายเสียงประกาศขายไข่ไก่ ผักกาดขาว ผักคะน้า ฯลฯ กันสองเวลา คือตอนห้าทุ่มเมื่อหลายคนหลับไปแล้ว กับตีห้าก่อนไก่หลายตัวโก่งคอขัน!
แม้กระทั่งในสถานที่ที่ไม่ควรมีเสียงอย่างที่สุดเช่น สวนสาธารณะ ก็ยังเต็มไปด้วยมลพิษทางเสียง สวนสาธารณะในบ้านเรานิยมใช้เครื่องขยายเสียง ตั้งแต่การประกาศห้ามพาหมามาเดิน ไปจนถึงการใช้ไมโครโฟนร้องเพลงคาราโอเกะอย่างสุขสม
ในช่วงเทศกาลรื่นเริง เรามักเห็นการจัดปาร์ตี้ยามดึกดื่นพร้อมเสียงดนตรีดังจากท้ายซอยถึงต้นซอย
เมื่อขึ้นแท็กซี่ น้อยครั้งคุณจะพบคันที่ไม่เปิดวิทยุ
เราเป็นชาติที่หนวกหูที่สุดชาติหนึ่งในโลก!
มนุษย์เมืองหลวงเคยชินกับเสียงเหล่านี้จนมองไม่เห็นว่ามันไม่ปกติ
สุภาษิตโบราณว่า ถ้าทุกคนพูดพร้อมกัน ก็จะไม่มีใครได้ยิน
อาจจะจริง ถ้าเรายังไม่ยอมลดการใช้เสียงดังอย่างนี้ วันหนึ่งก็จะไม่มีใครได้ยินจริงๆ
การแก้ปัญหามลพิษเสียงก็เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาจราจรและอีกหลายๆ ปัญหา นั่นคือแก้ที่คน ไม่ใช่ป้ายห้ามใช้เสียง แก้ด้วยหลักง่ายๆ : “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”
อย่าทึกทักว่าคนอื่นชอบเพลง ที่คุณชอบ อย่าสรุปว่าคนอื่นอยากฟังคุณร้องเพลง ถ้าไม่ชอบเสียงนกหวีดข้างหูคุณ คนอื่นก็ไม่ชอบ ถ้าไม่อยากให้ใครมาตะโกนตะคอกใส่ ก็ไม่ตะโกนตะคอกใส่คนอื่น
เงียบๆ ไว้บ้าง โลกจะสดใสขึ้นมาก
เดินเงียบๆ คิดเงียบๆ ทำงานเงียบๆ
เมื่อโลกเงียบลง คุณอาจจะได้ยินเสียงแมลงกระซิบกัน เสียงลมพัด เสียงใบไม้ไหว เสียงนกบอกรัก
ที่สำคัญที่สุด คุณจะได้ยินเสียงความคิดและเสียงหัวใจของคุณชัดขึ้น
บทความโดย..วินทร์ เลียววาริณ
บางคนอาจไม่รู้ว่า ในกรุงเทพฯ มีมุมสงบๆ ไม่มีเสียงอึกทึกอีกหลายแห่ง
บางคนอาจไม่รู้ว่า ในกรุงเทพฯ มีมุมสงบๆ ไม่มีเสียงอึกทึกอีกหลายแห่ง
สิงหาคม 15, 2007, 09:52:59 am
เรื่อง : ทศพร กลิ่นหอม ภาพ : ธัชดล ปัญญา
บางคนอาจไม่รู้ว่า ในกรุงเทพฯ มีมุมสงบๆ ไม่มีเสียงอึกทึกอีกหลายแห่ง บางสถานที่สร้างความรื่นรมย์ให้กับชีวิตเราได้ ถ้าใครไม่เชื่อ…ลองแวะไปที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม แล้วคุณจะรู้ว่า สถานที่แห่งนี้มีทั้งความงามทางกายภาพและสุนทรียภาพ
“เราต้องการความเงียบเพื่อเป็นยาไว้ต่อต้านความอึกทึกครึกโครม ความวิเวกคือเขื่อนกีดกั้นเครื่องกวนใจ และความช้าเป็นยารักษาในกระแสความเร่งเร็ว” (จอห์น เลน,The Spirit of Silence, ความเงียบ แปลโดย สดใส ขันติวรพงษ์,ก.ค.2550)
กรุงเทพฯ เป็นมหานครประชากรหลายสิบล้าน และขึ้นชื่อทั้งมลพิษทางอากาศและทางเสียง ชีวิตของชาวกรุงนับวันจะถูกรุกรานด้วย ‘เสียง’ จากทั่วสารทิศ ไม่ว่าจะเป็นเสียงบนท้องถนน บางคนอาจจะประสบชะตากรรม มีเพื่อนบ้านเป็นผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผันที่ดินเป็นสิ่งปลูกสร้างมหึมา เสียงขุดเจาะ สว่าน แรงกระแทกของการก่อสร้างรบกวนการเป็นอยู่อย่างไม่มีทางเลี่ยง
ขณะที่สถานหย่อนใจ กลับกลายเป็นแหล่งความบันเทิงที่มาพร้อมกับเสียงอึกทึกครึกโครมเสมอ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร กระทั่งสวนสาธารณะ ยังไม่อาจหลบพ้นเสียงจากเครื่องกระจายเสียงได้ แต่ความพยายามของผู้แสวงหาความเงียบ ที่พวกเขามองเป็นความรื่นรมย์ในชีวิตของกลุ่มคนที่ใช้ชื่อ ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ ได้ชักชวนผู้สนใจ แวะเวียนไปยังสถานที่ที่ยังพอ ‘หลบ’ เสียงร้ายๆ ที่ว่านั่นได้
มุมสงบหลบเสียง
เมื่อวันที่ 7 เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ชมรมหรี่เสียงฯ ได้จัดทัวร์ ‘มุมสงบหลบเสียง’ เป็นครั้งที่สองในรอบสองเดือน ทัวร์นำร่องครั้งนี้ อาจารย์อรยา สูตะบุตร ในฐานะผู้ประสานงานกิจกรรมของชมรมฯ หนนี้ ได้บอกแนวคิดเบื้องต้นการจัดทัวร์มุมสงบฯ ว่า เป็นอีกหนึ่งความพยายามของการแสวงหาสถานที่ที่คนกรุงสามารถพานพบทั้งความ ‘เงียบ’ และความ ‘สงบ’ ในคราวเดียวกัน
‘วัด’ ดูจะเป็นทางเลือกที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายที่สุด สำหรับแนวคิดดังกล่าว จากการจัดทัวร์หนแรกใน ‘วัดปทุมราชวนาราม’ พุทธศาสนสถานที่ตั้งอยู่กลางเมือง ขนาบข้างด้วยเมกะชอปปิงมอลล์ของกรุงเทพฯ ถึงสองแห่ง ‘เสียง’ ทุกรูปแบบ ที่แผดออกมาทั้งจากยวดยานพาหนะ และเครื่องเสียงตั้งแต่งานกิจกรรมขายสินค้าหน้าห้าง จนถึงเสียงลำโพงจากจอมอนิเตอร์เล็กใหญ่ทั้งบนดินและบนสะพานลอยฟ้า
ขณะที่กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า มาตรฐานระดับเสียง (ความดังเสียงวัดเป็นหน่วยเดซิเบล)โดยทั่วไปนั้น กำหนดค่าระดับเสียงเฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 70 เดซิเบล ถือเป็นเกณฑ์ประเมินอันตรายต่อการได้ยินจากการได้รับเสียงอย่างต่อเนื่อง
ตามข้อมูลในเวบไซต์ของโครงการ ‘รวมไทย รวมใจ ต้านภัยเสียง’ ปี 2548 ระบุว่า เสียงขณะการจราจรคับคั่งดัง 85 เดซิเบล เสียงจากจักรยานยนต์ 95-110 เดซิเบล เสียงจากแตรรถยนต์ 110 เดซิเบล และเสียงจากการแสดงดนตรีร็อค เฉลี่ยที่ 110 -120 เดซิเบล (www.tei.or.th) และในย่านสยามสแควร์ที่มีทั้งคอนเสิร์ตร็อคลานกลางแจ้ง เสียงเพลงและโฆษณาจากจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ตามป้ายรถเมล์ บนสถานีรถไฟฟ้า และเสียงรถยนต์ รถประจำทาง เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน วัดจากค่าเฉลี่ยเป็นตัวเลขแล้วความดังเสียงล้วนเกิน 70 เดซิเบลทั้งสิ้น
แต่ในละแวกใกล้เคียงเพียงเดินข้ามถนนไปนั้น เป็น ‘วัดปทุมราชวนาราม’ ที่ทางชมรมหรี่เสียงฯ ได้แวะไปเยี่ยมเยียน และคาดหวังจะให้เป็นหนึ่งใน ‘โอเอซิสแห่งเสียงในกรุงเทพฯ’
คำบอกเล่าของสมาชิกชมรมคนหนึ่งที่ได้ไปร่วมกิจกรรมทัวร์สงบฯครั้งแรก บอกว่า แม้วัดปทุมฯ จะไม่เงียบสงัด กำแพงบางๆ ของวัดกั้นเสียงจากท้องถนนและจากห้างใหญ่ได้เพียงบางส่วน แต่บรรยากาศร่มรื่นของต้นไม้และสถานะแห่งความเป็น ‘ศาสนสถาน’ มีส่วนช่วยปลอบประโลมอาการหนวกหูได้ระดับหนึ่ง.
แต่ความสงบสงัด แบบไม่ต้องวัดเดซิเบล สามารถสัมผัสได้ชัดขึ้น ในกิจกรรมรอบสอง ที่ทางชมรมฯตัดสินใจเลือกแวะเวียน ‘วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม’ บนถนนเฟื่องนคร เขตพระนคร
สัมผัสความเงียบ
วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 ของราชวงศ์จักรี สร้างตามโบราณราชประเพณี และยังเป็นได้รับการบูรณะให้เป็นวัดประจำรัชกาลที่ 7 ด้วย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่ามีวัดมากมายอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องสร้างใหม่
ความเป็นพระอารามหลวงชั้นเอก มีพระมหาเจดีย์ขนาดใหญ่ (ลักษณะคล้ายองค์พระปฐมเจดีย์ จ.นครปฐม) เป็นองค์พระประธานตั้งตรงกลางล้อมรอบด้วยพระอุโบสถและพระวิหาร และระเบียงคด (เป็นทรงเส้นโค้งมน) มีความโอ่อ่าอลังการเป็นนัยที่ไม่อาจปฏิเสธ แต่หากสัมผัสด้วยโสตประสาทของคนสามัญทั้งตาดูหูฟัง ในบริเวณวัดช่วงบ่ายวันหยุดสุดสัปดาห์ ในสมัยปัจจุบัน ผู้มาเยือนอาจจะรู้สึกต่างไป
อาจารย์ กรินทร์ กลิ่นขจร คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หนึ่งในสมาชิกชมรมหรี่เสียงฯ ได้กล่าวถึง ความรู้สึกส่วนตัวในการเป็นเยือนวัดนี้ว่า “อย่างหนึ่งคือเราชื่นชมคนโบราณ ที่ได้ออกแบบสถานที่ สามารถลดทอนเสียงจากภายนอกได้ ทำให้วัดมีความเงียบ และบวกกับส่วนรายละเอียดของสถานที่ที่มีเส้นโค้ง หรือกระทั่งกระเบื้องเคลือบตามมุมต่างๆ ก็เป็นทรงโค้งมนไม่มีส่วนไหนแหลมออกมา ซึ่งไม่ได้พูดในแง่การออกแบบเชิงสถาปัตย์นะ แต่พูดจากความรู้สึกคนธรรมดา เราก็รู้สึกได้ว่า เส้นโค้งเหล่านี้เป็นมุมพักสายตา ให้โสตประสาทสงบ ช่วยเสริมกับความเงียบด้วย”
อาจารย์กรินทร์ยังให้ความเห็นเพิ่มเติมอีกว่า แม้วัดราชบพิธฯ จะมีการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ภายในอยู่บ้าง อาทิเช่น การปรับปรุงบริเวณข้างพระอุโบสถด้านหนึ่งเป็นสวนหย่อมขนาดเล็ก เนินหญ้าเตี้ยๆ ปลูกบอนไซไม้ดัด และมีอ่างปลาคอนกรีต รวมถึงเขตนอกกำแพงพระมหาสีมา (ใบสีมาธรรมจักรที่แสดงอาณาเขตเพื่อการประกอบกิจทางสงฆ์) ซึ่งเป็นสุสานหลวงแห่งราชวงศ์จักรี จะถูกดัดแปลงให้มีลักษณะกึ่งสวนหย่อม กึ่งอนุสรณ์สถาน ให้ผู้มาคารวะสถูปบรรจุพระอัฐิของพระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงพระมเหสี เจ้าจอม พระชายาต่างๆ ของรัชกาลที่ 5 รูปทรงสถาปัตยกรรมผสานอิทธิพลทั้งจากยุโรป มุสลิมและขอม ได้เยี่ยมชมแล้ว ทว่าบรรยากาศเก่ายังให้ความรู้สึกที่ดีแก่ผู้มาเยือน
“แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงจากต้นไม้และการจัดสวน (ใหม่) บ้าง แต่เค้าโบราณยังมีให้เห็น จากต้นไม้ใหญ่เก่าแก่ ที่ทางวัดรักษาไว้ ทำให้สถานที่ยังมีความขลัง และดูมีอายุ เวลาเราเข้าไปจะรู้สึกเหมือนเข้าหาผู้หลักผู้ใหญ่”
ความงามของวัดเก่าสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2412 แห่งนี้ สำหรับอาจารย์กรินทร์ เป็นความงามทั้งกายภาพและสุนทรียภาพ “จากข้อมูลที่บอกว่า การสร้างวัด เป็นอนุสรณ์ นั่นคือมีการสร้างพระเจดีย์เริ่มแรกเพื่อการสักการบูชา แล้วจึงสร้าง ระเบียงคดล้อมรอบ พระเจดีย์เป็นประธานตรงกลางเป็นอนุสรณ์ คือการสร้างตามหลักเดิม ซึ่งในแง่หนึ่งก็คือเป็นการรักษาความเงียบสงบแบบวัดวาอารามที่ควรจะเป็นในสมัยเก่าไว้ ในยุค (ร.5 ) ซึ่งไทยกำลังเปลี่ยนเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ด้วย ผมว่าน่าประทับใจเช่นกัน”
ภายในเขตวัดราชบพิธฯ นอกจากสิ่งปลูกสร้างทางศาสนาแล้ว หลายๆ มุม ทั้งบนระเบียงอุโบสถและรอบๆ มีโต๊ะไม้ เก้าอี้ยาว ม้านั่งหินอ่อน ให้นั่งพัก รับลมเย็นและกลิ่นไม้ลีลาวดีที่อบร่ำในวันแดดใสอยู่หลายจุด
สิ่งที่ขับเน้นให้วัดแห่งนี้มีความน่าประทับใจ รวมถึงการเป็นพื้นที่หลบเสียง แม้ว่าอาณาเขตบริเวณวัดที่ฆราวาสสามารถไปเยี่ยมเยือนได้นั้น จะห่างจากท้องถนนเพียงไม่กี่ก้าวก็ตาม
“พอก้าวพ้นออกจากวัด เราก็ได้ยินเสียงรถเสียงถนนจอแจ กลับมาสู่สภาพชีวิตประจำวันเดิมๆ อีก แต่ตอนที่อยู่ข้างในเรากลับไม่รู้สึกเลย” อาจารย์กรินทร์ เสริม
นอกจากนี้ สถานที่ที่สามารถพึ่งพาเป็นมุมสงบเมืองกรุงได้ ส่วนหนึ่งมาจาก การปลอดเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ ‘มากเกินไป’ ดังที่อาจารย์กรินทร์เผยว่า แม้กระทั่งในวัดบางวัด การมีสวนหย่อมหรือไม้ร่มรื่น แต่บางเวลาการใช้เครื่องกระจายเสียงส่งสารอวิชชา และตอกย้ำความเชื่อทางไสยศาสตร์อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มากกว่ามุ่งการปฏิบัติธรรมชำระจิตใจ ก็เปลี่ยนวัดให้กลายเป็นสถานที่ทำลายความสงบสุขได้เช่นกัน
นั่นหมายความว่า ลำพัง ‘สถานที่’ กับ ‘นัยหลัก’ ก็อาจจะไม่สามารถรักษาความสงบเดิมไว้ได้ หากกิจกรรมที่เกิดขึ้นไม่เอื้อตามหลักการนี้ด้วย
ชื่นชมความงาม
แม้เริ่มต้นจะพาไปแวะเวียนวัดแสวงหาความเงียบสงบ แต่วัดเก่าแก่หลายแห่งของไทย ยังมี ‘ความงาม’ ทางกายภาพให้ชื่นชมอีกด้วย สำหรับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ตั้งอยู่เลขที่ 2 แขวงวัดราชบพิธ เขต พระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ประมาณ 8 ไร่เศษ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างขึ้น เป็นวัดแรกในรัชกาล เมื่อพุทธศักราช 2412 หลังจากเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว 1 ปี ตามโบราณราชประเพณี ที่พระมหากษัตริย์จะสร้างวัดขึ้นไว้เป็นพุทธสถานเพื่อทะนุบำรุงพุทธศาสนาในแผ่นดินและเพื่อทรงบำเพ็ญ พระราชกุศลเป็นการส่วนพระองค์
นามวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มีความหมายเป็นสองนัย คำว่า “ราชบพิธ” หมายความถึงวัดที่พระเจ้าแผ่นดิน ทรงสร้าง “สถิตมหาสีมาราม” คือวัดที่มีมหาสีมาหรือสีมาใหญ่ตั้งอยู่ จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าแม้ความหมายของนาม “วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม” ก็พ้องกับนามวัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมารามซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว พระราชบิดาทรงประดิษฐานไว้
ดังนั้นคติการสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ในวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จึงคล้ายแบบวัดราชประดิษฐ์ฯ เป็นส่วนใหญ่ จะแตกต่างกันที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม มีศิลปกรรมกระเบื้องเคลือบ เบญจรงค์ที่งามวิจิตรเป็นเอกลักษณ์พิเศษแห่งเดียวในประเทศไทย
รายละเอียดของสถาปัตยกรรมของวัด ยังชวนตื่นตา จากการผสานทั้งศิลปะตะวันออกและตะวันตก อาทิเช่น บานประตูและหน้าต่างโบสถ์ เป็นบานประดับมุก (เปลือกหอยตัดแต่งเป็นสีๆ) มีลายพิเศษสวยงาม มีนัยทางประวัติศาสตร์ด้วย นั่นคือ ลายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ห้าแบบเรียงลำดับขั้นสูงต่ำจากบนลงล่าง 5 ชั้น ซึ่งการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นี้ เริ่มมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4
ภายในพระอุโบสถสะท้อนจุดเปลี่ยนของไทย ที่เริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ และการรับเอาศิลปะตะวันตกเข้ามา แสดงให้เห็นผ่านทางเพดานโบสถ์ที่มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบกอธิคของยุโรป เป็นต้น
นอกจากนั้น วัดราชบพิธฯ ยังสะท้อนถึงยุคสมัยที่มีการปฏิรูปการศึกษาของชาติ นับแต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้การศึกษาแพร่หลายไปสู่ราษฎร โดยการผันวัดเคยเป็นศูนย์กลางของการศึกษามาแต่โบราณ โรงเรียนวัดราชบพิธได้ถือกำเนิดแต่ ปีพ.ศ.2428 เป็นต้นมา โรงเรียนกับวัดมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด มาโดยตลอด และมีกิจกรรมร่วมกัน รวมถึงการบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อนเป็นประจำทุกปี
กิจกรรมทัวร์มุมสงบหลบเสียงกรุงเทพฯ ของชมรมหรี่เสียงฯ ยังคงมีแผนต่อเนื่อง โดยจะจัดสองเดือนครั้ง และรอบต่อไปกำหนดไว้ในเดือนกันยายน เป็นการแวะชมวัดสระเกศหรือวัดภูเขาทอง ซึ่งถือเป็นเขาพระสุเมรุของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่จะมีผู้รู้มาเป็นวิทยากรบรรยายเกร็ดประวัติศาสตร์ให้ฟังด้วย แต่หากการไปเยือนวัด เพื่อความสุขสงบส่วนตัว ด้วยเวลาของปัจเจกชน สถานที่พักใจแบบนี้อาจจะมีอยู่ใกล้ๆ บ้านคุณ ไม่ต้องระคายหูและลำบากเงินในกระเป๋าอีกต่างหาก
กายใจ พักใจ : ทะเลป่วน
กายใจ พักใจ : ทะเลป่วน
(กรุงเทพธุรกิจ 30 กย.50)
ความเงียบ
คนส่วนใหญ่ไม่ชอบความเงียบ เพราะเมื่อใดที่ความเงียบครอบงำพื้นที่ ก็จะทำให้มนุษย์รู้สึกกลัวและอ้างว้าง ต้องรีบวิ่งไปทำลายความเงียบเปิดทีวี วิทยุ และหาคนคุยด้วย เพื่อใช้เสียงเป็นเพื่อนแก้เหงา
บ่อยครั้งที่ฉันเห็นเพื่อนๆ พยายามทำลายความเงียบ ความเหงาที่มีอยู่ในใจด้วยวิธีการดังกล่าว
ทำให้ฉันนึกถึงการแสดงเมื่อสองวันที่ผ่านไป ในงานมหกรรมศิลปการแสดงและดนตรีนานาชาติ ครั้งที่ 9 ฉันไปนั่งดูการแสดงจากคณะกอมปาเญีย อาแตร์บัลเลตโต ประเทศอิตาลี ในบางช่วงนักแสดงเล่นกับความเงียบ แม้จะเป็นช่วงไม่กี่นาที แต่ฉันก็สังเกตถึงความอึดอัดของผู้ชมหลายคน เมื่อไม่มีเสียงดนตรีประกอบการแสดง
ฉันคิดว่า ความเงียบเป็นบททดสอบจิตใจอย่างหนึ่งในชีวิต แล้วทำไมเราถึงหวั่นเกรงกับความเงียบ เพราะห้วงเวลาแห่งความเงียบ ทำให้เราได้อยู่กับตัวเองมากเป็นพิเศษ จินตนาการจึงเกิดขึ้นมากมาย นอกจากความคิดสร้างสรรค์ดีๆ แล้ว มนุษย์ยังสร้างภาพแห่งความกลัวในสมอง ความเงียบจะทำให้เรารู้สึกอึดอัด ก็ต่อเมื่อเราทะเลาะกับเพื่อน ขณะนั้น ในใจของเราและเพื่อนต่างก็มีความทุกข์ นั่นหมายถึง เราต้องทลายความเงียบด้วยการปรับความเข้าใจ เพราะมนุษย์มักนึกถึงตัวเองก่อนอื่นใด “ฉันไม่ผิด เธอนั่นแหละผิด”
ฉันจำคำสอนของท่านติช นัท ฮันห์ ได้ ท่านเคยพูดเรื่องวาจาแห่งสติที่ออกมาจากใจ จะช่วยเราปรับความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น ในบางห้วงเวลา เราต้องเงียบเพื่อฟังคนอื่น และบางครั้งเราต้องเงียบเพื่อฟังเสียงธรรมชาติ อย่างเช้านี้ฉันนอนฟังเสียงฝนตกและนกร้องท่ามกลางความเงียบ ธรรมชาติรอบตัวทำให้ฉันรู้สึกดีๆ กับชีวิต
ทุกๆ เช้าฉันพบว่า ความเงียบเป็นสิ่งวิเศษสุดที่หาได้ และฉันหลงรักมันเหลือเกิน เพราะความเงียบทำให้ฉันได้พัก หลบความวุ่นวาย และได้ฟังเสียงธรรมชาติด้วยความซาบซึ้ง
แต่อีกไม่กี่ชั่วโมง ฉันก็ต้องออกไปพบกับความอึกทึก ปะทะสังสรรค์ทางความคิด และอารมณ์กับผู้คน ฉันคงต้องเตรียมใจเพื่อรับสิ่งเหล่านี้
เพราะในความเงียบทำให้เราได้สำรวจใจตัวเอง
รื่นรมย์ในความเงียบ
รื่นรมย์ในความเงียบ
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2550 10:00:00
ภาพเมืองที่กำลังหลับใหลอยู่ในความเงียบ กับแสงอุ่นยามเช้าและหมอกจางๆ บางเบา บนยอดภูเขาทอง วัดสระเกศ ทำให้คนกลุ่มหนึ่งถึงกับอุทานออกมาอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองว่า
“กรุงเทพฯ เงียบได้แบบนี้จริงๆ หรือ”
แน่นอน เรามักจะชินสายตากับภาพรถราที่วิ่งวุ่นขวักไขว่ เสียงดังโวยวายจากแม่ค้าในท้องตลาด บรรยากาศในบ้านเมืองชวนให้หาที่สงบหลบเสียงดังยาก ทว่า ในความดังมีความเงียบ แม้จะหายากอยู่สักหน่อยก็ตาม
“เมื่อหลายปีก่อนพี่ก่อตั้งชมรมคนรักความเงียบ แล้วก็มีชมรมคนเกลียดเสียงดัง สองกลุ่มนี้มารวมตัวกันเพราะรู้สึกว่าปัญหาเรื่องเสียงดังมันระบาดไปทุกซอกซอย ดังกระหึ่มไปหมด เป็นอันตรายต่อหูของเด็กๆ บางทีวัดได้ 90 เดซิเบล ซึ่งมันดังเกินพิกัดปกติที่หูคนเราจะรับได้ เราก็ไปดูว่าสวนสาธารณะที่ควรจะเป็นที่เงียบๆ มีไหม ปรากฏว่าติดลำโพงขยายเสียงไปซะทุกที่” ปานชลี สถิรศาสตร์ หัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการก่อตั้ง ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ ย้อนความให้ฟัง
ระดับปกติที่ ปานชลีหมายถึงก็คือ สวนสาธารณะไม่ควรเกิน 50 เดซิเบล แต่ประเทศไทยที่วัดได้โดยประมาณคือ 75-82 เดซิเบล และมากกว่านั้นเมื่อมีการจัดกิจกรรมเต้นแอโรบิก
“ในยุโรป เขามีการประมวลออกมาเป็นกฎหมาย หมายความว่าเสียงจะมีมาตรฐาน คนเราจะมีเวลาพักผ่อนไม่ให้หูได้รับเสียงดังมากเกินไป ในเวลาทำงาน หรือเรียนหนังสือ ช่วงเรียนหนังสือเสียงก็ไม่ควรเกิน 50 เดซิเบล 50 เดซิเบล ดังขนาดไหน ก็เสียงพูดคุยกันปกติ แต่ถ้าคุยกันไปคุยกันมาก็อาจจะ 60 ขึ้น”
ดังนั้นเพื่อเป็นการสร้างความตระหนักรู้ถึงคุณค่าของความเงียบ และพิษภัยจากเสียงรบกวน ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ จึงจัดกิจกรรม ‘ทัวร์สงบหลบเสียงกรุงเทพฯ’ เพื่อพาสมาชิกหรือผู้สนใจเข้าไปเสพสุขจากความสงบเงียบในที่ต่างๆ พร้อมเรียนรู้ถึงภูมิปัญญาของบรรพชนในการสร้างสิ่งก่อสร้างที่สามารถหลบหลีกจากมลภาวะได้
“ทัวร์สงบครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่ 3 คือเราพยายามจะจัด 2 เดือนครั้ง จัดฟรี แล้วก็มีคำถามว่าทำไมมีแต่วัด คำถามย้อนกลับไป…แล้วมีที่อื่นหรือเปล่า มีที่อื่นนอกจากวัดไหม ขนาดวัดยังมีเสียงตามสาย ถ้าเป็นไปได้เราก็อยากจะนำความคิดของสถานที่ที่มันเอื้อต่อการสงบใจ ไม่ต้องเสพมากมาย ไปคุยกัน ไปทำที่อื่นเพิ่ม อย่างแรกคืออยากให้สัมผัสก่อน เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่จะพูดกันด้วยวาจาได้ การพามาให้เห็นคือหวังว่าจะมีจินตนาการ อย่างน้อยที่สุด มีมุมสงบๆ หลบพิษภัยจากเสียง มีเวลาสำรวจความสัมพันธ์ตัวเองกับคนอื่นๆ หรือแม้กระทั่งมีเวลาทบทวนจิตใจบ้าง” กรินทร์ กลิ่นขจร สมาชิกชมรม บอก
ยกตัวอย่างกรณีพิษภัยจากเสียงที่เคยเป็นข่าวดังครึกโครมก็เรื่อง ทัวร์ดูหิ่งห้อยอัมพวา หรือว่าเมืองในอุดมคติอย่าง ปาย กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับพลังแห่งเสียงรบกวน
“หิ่งห้อยในจินตนาการคือความมืด ความเงียบ แต่จริงๆ เสียงคุยกันจุกจิกๆ ชอบไปจอดเรือใกล้ๆ ตลิ่งบ้านเขาที่มีต้นลำพู ชาวบ้านไม่มีรั้วรอบขอบชิด หมาเขาก็เห่าโฮ่งๆ แล้วเรือจอดติดแท่ดๆๆ อยู่หน้าบ้าน เขาจะนอนก็ไม่ได้นอน เขาทำไงรู้ไหม ฉีดดีดีที ไม่ให้หิ่งห้อยมา หลังๆ ไม่ได้ก็ตัดลำพูทิ้งไป อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งของเสียง ธรรมชาติ และการเคารพสิทธิ”
กรินทร์ บอกว่า ท่ามกลางเสียงดังมีความเงียบ ตัวอย่างง่ายๆ ที่มองเห็นได้จากใกล้ตัวก็คือ บริเวณลานคนเมือง กทม. ถนนเสาชิงช้า และวัดสุทัศนเทพวราราม
“จากสิ่งที่จอแจข้างถนน มันกรองเสียงทีละชั้นๆ มันเงียบได้จริงๆ ค่อยๆ เข้ามาจากที่แดดร้อน เสียงดังอลหม่าน พอผ่านซุ้มแรกเข้าไปได้ ก็กรองไปชั้นหนึ่งแล้ว พอเข้ามาชั้นที่สอง เสียงลม เสียงกระดิ่งเข้ามาแทนที่ แล้วพอขึ้นไปบนวิหารแสงจ้าก็อ่อนบางลง พระพุทธรูปเหลืองอร่าม แสงไม่เคืองตา เกิดความสงบ นี่ในเมืองแท้ๆ เลย”
เมื่อหลายคนที่มากับคณะทัวร์หลบเสียงได้ลองทำตามที่กรินทร์พูด ความจริงก็เกิดขึ้นกับทุกคนพร้อมรอยยิ้ม และจิตใจที่เยือกเย็น
“เมื่อก่อนคนละเมียดละไม เรียบร้อย ชาวบ้านพูดง่ายๆ เข้าใจง่าย ตรงๆ พอหลังๆ ก็โหมพูดกัน ต้องเอามันมัน แล้วก็โหมพูดทิ่มแทงกันเข้าไป ก็ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นยังไง คือถ้าคนส่วนใหญ่ไม่ต้องใช้เสียงมากมันก็ดีต่อโลก แต่ว่าถ้าเสียงยิ่งดัง ใจก็ยิ่งหยาบ เมื่อใจหยาบ สัมผัสก็จะทื่อ”
การหลบไปหาที่สงบเพื่อทบทวนสภาพจิตใจของตัวเองบ้างจึงเป็นสิ่งที่ชมรมหรี่เสียงกรุงเทพฯ พยายามทำ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในคุณค่าของความเงียบให้กับทุกๆ คน
อีกหลายโครงการในวาดฝันของคนในชมรมที่กรินทร์ถ่ายทอดให้ฟังคือ 50 มุมสงบกรุงเทพฯ จากการแนะนำของคนกรุงเทพฯ ห้องแห่งความเงียบใน open online ซึ่งจะมีบทความดีๆ และความคิดเห็นเรื่องความงามและความเงียบจากบุคคลทั่วไป หรือกิจกรรมประกวดเรียงความ และวาดภาพเรื่องความเงียบ
“ประเด็นหลักก็คือการที่จะทำอะไร แล้วให้คนอยู่ต่อไป อันดับแรกคือทำให้มีคุณค่า คุณค่าของความเงียบ พอเขาเห็นคุณค่าเขาก็เสียดาย ไม่อยากให้หายไป” กรินทร์ สรุป
ในขณะที่ผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมกำลังหันหลังชนกัน แล้วเปิดเพลงเสียงดังกรอกเข้าไปในหู จินตนาการว่าเป็นโลกของตัวเองที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร คนกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันท่ามกลางความจอแจของสังคม แล้วเดินผ่านม่านแห่งความวุ่นวายเข้าไปด้านหลังกำแพงแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งไม่มีความอึกทึก เงียบ สงบ และดูเหมือนจะเป็นโลกส่วนตัวอย่างที่ไม่ต้องใช้ตัวช่วยใดๆ
แล้วถ้าให้ลองเดา คนกลุ่มไหนจะได้รับสิทธิให้อยู่ในโลกส่วนตัวอย่างแท้จริงมากกว่ากัน

ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ